กฏหมายและความสำคัญของกฏหมาย

วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ความหมายและความสำคัญของกฏหมาย


มาตรฐาน ส 2.1
ปฏิบัติตนตามหน้าที่การเป็นพลเมืองดี ตามกฎหมาย ประเพณี และวัฒนธรรมไทย ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทย และสังคมโลกอย่างสันติสุข




ความหมายและความสำคัญของกฎหมาย
1. ความหมายของกฎหมาย
กฎหมาย หมายถึง ข้อบังคับหรือกฎเกณฑ์ของรัฐที่บัญญัติออกใช้เพื่อควบคุมบังคับความประพฤติของประชาชนในรัฐ ซึ่งมีสภาพบังคับ มีบทลงโทษ และชี้ความถูกต้องให้ความยุติธรรมได้
2. ความสำคัญของกฎหมาย
กฎหมายมีความสำคัญคือ
1) กฎหมายเป็นบรรทัดฐานของสังคม ที่ทำให้สังคมอยู่อย่างเป็นระเบียบ
2) กฎหมายที่ออกมาสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในสังคม เป็นผลมาจากความคิด ความเชื่อของมนุษย์ในสังคมแต่ละยุค
3) กฎหมายเป็นกฎเกณฑ์หรือกติกาการอยู่ร่วมกันของบุคคลในสังคม แต่ต่างกับกฎเกณฑ์อื่นใด คือ กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ นั่นคือ ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกลงโทษ
4) กฎหมายช่วยรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม ช่วยจัดระเบียบให้สังคมเพราะเป็นบทบัญญัตืที่กำหนดแนวทางให้สมาชิกในสังคมปฏิบัติหรือห้ามปฏิบัติ
5) บุคคลจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้
ลักษณะของกฎหมาย
กฎหมายจะต้องประกอบด้วยลักษณะที่สำคัญ ดังนี้
1. ต้องเป็นกฎหรือข้อบังคบที่ใช้เป็นการทั่วไปต้องเป็นกฎหมายหรือข้อบังคับที่ใช้เป็นการทั่วไป การเป็นกฎหรือข้อบังคับที่ใช้ทั่วไป หมายความว่า ต้องใช้บังคับแก่บุคคลทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น และทุกคนต้องยอมรับนับถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
2. ต้องตราขึ้นโดยผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐ (รัฐฐาธิปัตย์)ต้องตราขึ้นโดยผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐ (รัฐาธิปัตย์) กฎหมายต้องตราขึ้นโดยผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐ ส่วนผู้ใดหรือองค์กรใดจะเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดขึ้นกับแต่ละระบอบการปกครองของรัฐนั้น ๆ ซึ่งอาจแตกต่างกัน โดยทั่วไปจะบัญญัติอำนาจนี้ไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ
3. ต้องไม่ได้เสมอไป กฎหมายที่ได้บีญญัติออกมาจะต้องมีการประกาศให้ทุกคนทราบในหนังสือราชกิจจานุเบกษา จึงจะมีผลบังคับใช้ และเมื่อมีผลบังคับแล้วโดยทั่วไปจะต้องมีผลบังคับอยู่ตลอดไป จะสิ้นผลในการบังคับก็ต่อเมื่อมีกฎหมายฉบับใหม่มาประกาศยกเลิก หรือเปลี่ยนแปลงกฎหมายฉบับเก่า
4. ต้องมีสภาพบังคับ
สภาพบังคับของกฎหมาย ได้แก่ การลงโทษหรือการเสียสิทธิและหน้าที่ หรือการถูกบังคับให้ต้องชดใช้ค่าเสียกายที่เรียกว่า ค่าสินไหมทดแทนในทางเพ่ง ส่วนที่เป็นโทษจะได้แก่ โทษในทางอาญาซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 18 จะมีอยู่ 5 สถาน คือ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน
5. ต้องไม่มีการีบังคับย้อนหลัง
โดยหลักทั่วไป กฎหมายเมื่อได้ประกาศใช้แล้วจะต้องใช้บังคับสำหรับเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้เป็นต้นไป กฎหมายไม่อาจจะนำมาใช้บังคับกับเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก่อนวันที่กฎหมายจะประกาศใช้ แต่อย่างไรก็ดี มีข้อยกเว้นบางประการที่สามารถใช้กฎหมายย้อนหลังได้ในกรณี เช่น กรณีกฎหมายอาญา ถ้ากฎหมายที่บัญญัติใหม่เป็นคุณกับผู้กระทำความผิด เช่น เปลี่ยนโทษประหารชีวิตเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตเช่นนี้ย่อมใช้กฎหมายใหม่บังคับย้อนหลังได้ กล่าวคือ จะต้องเปลี่ยนโทษจากประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิต
6. ข้อบังคับนั้นต้องกำหนดความประพฤติของมนุษย์กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อให้มนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคมด้วยความสงบและใช้บังคับเฉพาะมนุษย์เท่านั้น ถ้าสัตว์กระทำให้มนุษย์ได้รับความเสียหายกฎหมายย่อมไม่ลงโทษสัตว์ แต่อาจลงโทษมนุษย์ผู้เป็นเจ้าของสัตว์


ที่มาของกฎหมาย
ที่มาของกฎหมาย อาจสรุปได้จาก 2 ทางคือ
1) มาจากจารีตประเพณี ซึ่งเกิดจากการประพฤติที่สอดคล้องต้องกันมาเป็นเวลานาน
2) มาจากตัวบทกฎหมายที่ผู้มีอำนาจสูงสุดของรัฐเป็นผู้บัญญัติขึ้น ซึ่งแล้วแต่ว่าประเทศนั้น ๆ ว่าจะมีการปกครองระบอบใด
ประเภทของกฎหมาย
การแบ่งประเภทของกฎหมายขึ้นอยู่กับสภาพการกำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ดังนี้
1. เกณฑ์ลักษณะความสัมพันธ์ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง แบ่งเป็น
1.1 กฎหมายเอกชน
กฎหมายเอกชน คือ กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่าพลเมืองกับพลเมืองด้วยกัน หรือความสัมพันธ์ระหว่างพลเมืองกับรัฐ โดยรัฐยอมอยู่ในฐานะเท่าเทียมพลเมือง
กฎหมายเอกชนแยกสาขาได้ดังนี้
1) กฎหมายแพ่ง เป็นกฎหมายที่ว่าด้วยสถานะ และความเกี่ยวพันระหว่างบุคคลในทางครอบครัว หนี้ ในทางกรรมสิทธิ์ ในทางมรดก อันเป็นความเกี่ยวพันของราษฏรในประเทศเดียวกันกฎหมายแพ่งเป็ฯบทบัญญัติส่วนหนึ่งของกฎหมายเอกชนว่าด้วยนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคลตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย
2) กฎหมายพาณิชย์ เป็นบทบัญญัติใช้บังคับแก่บุคคลทั้งหลายที่มีมิติสัมพันธ์ในเชิงพาณิชย์ เช่น การซื้อขาย การกู้ยืม การจำนอง การจำนำ เป็นต้น บางประเทศแยกกฎหมายพาณิชย์ออกจากกฎหมายแพ่ง บางประเทศก็ได้รวมกฎหมายพาณิชย์ไว้กับกฎหมายแพ่ง สำหรับประเทศไทยได้รวมกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เข้าด้วยกัน
1.2 กฎหมายมหาชน
กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายซึ่งเกี่ยวกับการปกครองของรัฐ คุ้มครองผลประโยชน์ของรัฐหรือของสาธารณชน และกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพลเมือง โดยรัฐอยู่ในฐานะเหนือกว่าพลเมืองหรือเป็นพลเมือง เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายอาญา และกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา


กฎหมายมหาชนแยกสาขาออกได้ดังนี้
1) กฎหมายรัฐธรรมนูญ หมายถึง กฎหมายที่กำหนดระเบียบแห่งอำนาจสูงสุดในรัฐและความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจเหล่านี้ต่อกันและกัน กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดถ้ามีข้อความขัดแย้งหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับไม่ได้
2) กฎหมายปกครอง หมายถึง กฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดระเบียบการปกครอง ซึ่งมีความสำคัญรองลงมาจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็ฯกฎหมายที่กำหนดระเบียบในการบริหารราชการแผ่นดินว่าด้วยวิธีการดำเนินการปกครอง การจัดระเบียบแห่งการปกครอง เช่น จัดแบ่งออกเป็นกระทรวง ทบวง กรม
3) กฎหมายอาญา หมายถึง กฎหมายที่ว่าด้วยความผิดและกำหนดโทษสำหรับผู้กระทำความผิด การกระทำใดอันจะถือว่าเป็ฯความผิดอาญาจะต้องมีกฎหมายไว้เป็ฯลายลักษณือักษรโดยชัดเจน
4) พระธรรมนูญศาลยุติธรรม เป็นกฎหมายที่กำหนดเรื่องการจัดองค์กรของศาลยุติธรรม วางระเบียบของศาลยุติธรรม กำหนดหน้าที่ของผู้รับผิดชอบในงานของศาลยุติธรรมต่าง ๆ เขตอำนาจศาลและองค์คณะผู้พิพากษา ตลอดจนกำหนดความสัมพันธ์ของอำนาจตุลาการกับอำนาจอื่น
5) กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นกฎหมายที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับขั้นตอนในการดำเนินคดีความอาญา เริ่มตั้งแต่วิธีดำเนินการก่อนฟ้องจนกระทั่งการพิพากษาลงโทษ
6) กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นกฎหมายที่ว่าด้วยข้อบังคับที่จะใช้ในการดำเนินคดีเมื่อเกิดกรณีพิพาทกันขึ้นในทางแพ่ง ขั้นตอนในการดำเนินคดีตลอดจนมีการบังคับจะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายพิจารณาความแพ่ง

2. เกณฑ์บทบาทหรือหน้าที่ของกฎหมาย แบ่งเป็น
2.1 กฎหมายสารบัญญัติ
กฎหมายสารบัญญัติ คือกฎหมายที่กำหนดถึงสิทธิและหน้าที่ของบุคคลอันถือได้ว่าเป็นเนื้อหาสาระที่แท้จริงของกฎหมาย เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือเป็นกฎหมายที่กำหนดถึงการกระทำอันเป็นองค์ประกอบแห่งความผิดซึ่งจะก่อให้เกิดผล คือ สภาพบังคับที่รัฐหรือผู้มีอำนาจบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายเป็นผู้กำหนดขึ้น เช่น ประมวลกฎหมายอาญา
2.2 กฎหมายวิธีสบัญญัติ
กฎหมายวิธีสบัญญัติ คือ กฎหมายที่มีบทบาทเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่จะช่วยให้กฎหมายสารบัญญัตินั้นเป็นผลบังคับได้ กล่าวคือ จะเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่กล่าวถึงในส่วนของกระบวนการที่จะบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายสารบัญญัตินั่นเอง เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

3. เกณฑ์ลำดับความสำคัญหรือศักดิ์ของกฎหมาย แบ่งเป็น
3.1 รัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายสู.สุดของประเทศ ซึ่งกำหนดรูปของรัฐ และที่มาของอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ รวมทั้งกำหนดผู้ใช้อำนาจการปกครองและวิธีการใช้อำนาจนั้น รวมถึงการใช้อำนาจจัดทำกฎหมายรูปสำคัญ ๆ ของประเทศ และการให้หลักประกันเกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพของประชาชนซึ่งไม่อาจใช้อำนาจในการปกครองหรือออกกฎหมายลิดรอนได้ไว้ด้วย
3.2 พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ คือ กฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโยใช้พระราชอำนาจทางนิติบัญญัติตามคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ซึ่งเป็นฝ่ายอำนาจนิติบัญญัติในการปกครองประเทศนับว่าเป็นกฎหมายที่มีอำนาจมากรองมาจากรัฐธรรมนูญ เพราะเกิดจากการเสนอแนะและพิจารณาของฝ่ายที่มีหน้าที่จัดทำกฎหมายโดยตรง ซึ่งในประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายนิติบัญญัตินี้เป็นผู้แทนที่ไดรับการเลือกตั้งมาจากประชาชน ผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติ คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 คน
3.3 พระราชกำหนด
พระราชกำหนด คือ กฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโยใช้พระราชอำนาจทางบริหาร คือ ตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการจัดทำกฎหมายขึ้นใช้ในกรณีฉุกเฉินรีบด่วน ไม่อาจจัดทำกฎหมายในรูปพระราชบัญญัติโดยผ่านทางรัฐสภาได้ หรือในกรณีที่ต้องการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดินเอาไว้ก่อน ไม่ใช่เปิดเผยออกไปเหมือนกับการทำกฎหมายเป็นรูปพระราชบัญญัติในรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ทำให้ความลับล่วงรู้ไปถึงหลายคน ผู้เสนอพระราชกำหนด คือ รัฐมนตรีที่รักษาพระราชกำหนดนั้น ผู้พิจารณาพระราชกำหนดคือ คณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
พระราชกำหนดเงื่อนไขในการบัญญัติ ดังนี้
1) กรณีจำเป็นรีบด่วนเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของชาติ เช่น ภัยพิบัติ ประกาศสงคราม
2) กรณีด่วนและลับเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ เช่น การลดค่าเงินบาท การขึ้นภาษีอากร
3) เมื่อประกาซใช้แล้ว คณะรัฐมนตรีต้องรีบเสนอพระราชกำหนดเพื่อขออนุมัติจากรัฐสภาในการประชุมครั้งต่อไป ถ้ารัฐสภาไม่อนุมัติ พระราชกำหนดนั้นจะตกไป ถ้าอนุมัติพระราชกำหนดจะมีผลบังคับเป็นพระราชบัญญัติใช้ต่อไป พระราชกำหนดมีฐานะเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติ คือ อาจยกเลิกหรือแก้ไขพระราชกำหนดได้ แต่เป็นกฎหมายชั่วคราว
3.4 พระราชกฤษฎีกา
พระราชกฤษฎีกา คือ กฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยใช้พระราชอำนาจทางบริหาร คือ ตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี มีฐานะต่ำหว่าพระราชบัญญัติ และพระราชกำหนด ดังนั้นพระราชกฤษฎีกาจึงเป็นกฎหมายอนุบัญญัติซึ่งรัฐธรรมนูญให้อำนาจฝ่ายบริหารออกกฎหมายดังกล่าวได้โดยไม่ต้องผ่านสภา แต่ต้องไม่ขัดกับกฎหมายใด ๆ ผู้เสนอ คือ รัฐมนตรีผู้รักษาการพระราชบัญญัติและพระราชกำหนดนั้น ผู้พิจารณา คือ คณะรัฐมนตรี การตราพระราชกฤษฎีกาจะทำได้เฉพาะ 3 กรณี คือ
1) เมื่อมีรัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ เช่น รัฐธรรมนูญให้อำนาจตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือยุบสภาผู้แทนราษฎรได้
2) เมื่อมีพระราชบัญญัติให้อำนาจไว้ เช่น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและพิจารณา พ.ศ. 2522 ให้อำนาจพระราชกฤษฎีกาเพื่อกำหนดวันเปิดทำการศาลแรงงาน
3) ตราพระราชกฤษฎีกาโดยไม่ขัดต่อกฎหมายเพื่อวางระเบียบการทางด้านบริหาร
3.5 กฎกระทรวง
กฎกระทรวง คือ กฎหมายที่รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนดเป็นผู้ออกเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายหลักในเรื่องนั้น ๆ โดยปกติกฎหมายหลักจะระบุให้อำนาจในการออกกฎกระทรวงในแต่ละกรณีไว้ กฎกระทรวงเป็นกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหารเช่นเดียวกับพระราชกฤษฎีกา แต่แตกต่างกับพระราชกฤษฎีกาตรงที่ว่า ถ้าเป็นเรื่องสำคัญมากก็จะออกเป็นพระราชกฎษฎีกา ถ้าสำคัญรองลงมาก็ออกเป็นกฎกระทรวง กฎหมายทั้ง 5 ประเภทนี้ ต้องประกาศใช้ในหนังสือราชกิจจานุเบกษาก่อนจึงจะถือว่าเป็น
กฎหมายสมบูรณ์
3.6 กฎหมายท้องถิ่น
กฎหมายท้องถิ่น คือ กฎหมายที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ออกใช้บังคับในท้องถิ่นนั้น ๆ แบ่งเป็น
1) ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร คือ กฎหมายที่กรุงเทพมหานครตราขึ้นเพื่อใช้บังคับในเขตกรุงเทพมหานคร โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528
2) ข้อบัญญัติจังหวัด คือ กฎหมายที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดตราขึ้นเพื่อใช้บังคับใน เขตจังหวัดนอกเขตเทศบาล การออกข้อบัญญัติจังหวัดจะต้องมีพระราชบัญญัติระเบียบราชการบริหารส่วนจังหวัดหรือมีกฎหมายอื่นให้อำนาจไว้
3) เทศบัญญัติ คือ กฎหมายซึ่งเทศบาลนคร เทศบาลเมือง หรือเทศบาลตำบล แล้ว แต่กรณีออกบังคับใช้ในเขตเทศบาล โยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496
4) ข้อบัญญัติเมืองพัทยา คือ กฎหมายที่เมืองพัทยาตราขึ้นใช้บังคับในเขตเมืองพัทยาซึ่งมีการปกครองตนเองในเขตตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2521
5) ข้อบังคับองค์การบริหารส่วนตำบล คือ องค์การบริหารส่วนตำบลตราขึ้นใช้บังคับในเขตตำบล โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2538
3.7 ประมวลกฎหมาย
ประมวลกฎหมาย คือ กฎหมายที่เกิดจากการรวมกฎเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน ให้เข้ามาอยู่ในกฎหมายฉบับเดียวกัน และอาศัยอำนาจของพระราชบัญญัติให้ใช้เป็นกฎหมายได้อีกชั้นหนึ่ง เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา เป็นต้น ประเทศไทยมปีระมวลกฎหมายอาญาในเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันหลายฉบับ จึงถือว่าเป็นประเทศที่อยู่ในระบบกฎหมายซิวิลเลอร์
3.8 ประกาศคณะปฏิวัติหรือคำสั่งคณะปฏิวัติ
ประกาศคณะปฏิวัติหรือคำสั่งคณะปฏิวัติ คือ กฎหมายซึ่งออกโดยคณะปฏิวัติ ประกาศคณะปฏิวัติหรือคำสั่งคณะปฏิวัติเป็นกฎหมายเพราะอำนาจในการปกครองขณะนั้นเป็นของคณะปฏิวัติประกาศคณะปฏิวัติจะมีศักดิ์เทียบเท่ากับกฎหมายลำดับใดนั้นขึ้นอยู่กับความแตกต่างกันตามเนื้อหาสาระของประกาศคณะปฏิวัติแต่ละฉบับ

4. เกณฑ์ตามบ่อเกิดที่มาของกฎหมาย แบ่งเป็น
4.1 กฎหมายลายลักษณ์อักษร
กฎหมายลายลักษณ์อักษร คือ ประเภทของกฎหมายที่รัฐบัญญัติขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร โดยกระบวนการนิติบัญญัติ และได้ประกาศให้ประชาชนทราบ
4.2 กฎหมายจารีตประเพณี
กฎหมายจารีตประเพณี คือ จารีตประเพณีของสังคมที่ประชาชนโดยทั่วไปยอมรับและยึดถือ ปฏิบัติเป็นเวลานาน โดยรู้สึกว่าเป็นกฎหมาย แม้จะมิได้มีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรก็ตามข้อสังเกต ทุกประเทศในโลกต่างก็มีกฎหมายทั้ง 2 ประเภทใช้ควบคู่กันไป ดังตัวอย่างต่อไปนี้
1) ประเทศที่ใช้กฎหมายลายลักษณ์อักษรมากกว่า เรียกว่าใช้ระบบประมวลกฎหมาย (Civil Law) ได้แก่ ประเทศฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน ญี่ปุ่น และไทย เป็นต้น
2) ประเทศที่ใช้กฎหมายจารีตประเพณีมากกว่า เรียกว่า ใช้ระบบกฎหมายประเพณี (Commom Law) ได้แก่ ประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศในเครือจักรภพส่วนใหญ่




วิวัฒนาการของกฎหมายไทย มีวิวัฒนาการดังนี้
1. สมัยสุโขทัย

สมัยสุโขทัย มีการนำคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ของอินเดียมาใช้โดยไทยรับจากมอญอีกต่อหนึ่งเป็นแบบที่พระมนูสาราจารย์เป็นผู้แต่งจึงเรียกว่า พระมนูธรรมศาสตร์ ต่อมาพระมหากษัตริย์ได้บัญญัติเพิ่มให้เหมาะสมกับราชอาณาจักร เรียกว่า พระราชศาสตร์ ขึ้นเป็นกฎหมายใช้บังคับในเรื่องอื่น ๆ ที่คัมภีร์พระธรรมศาสตร์มิได้กล่าวเอาไว้ กฎหมายลายลักษณ์อักษรฉบับแรกและถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยด้วย คือ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
2. สมัยอยุธยา
สมัยอยุธยามีการใช้พระธรรมศาสตร์และพระราชศาสตร์สืบต่อมาและมีการตรากฎหมายไทยใช้ไว้ตั้งแต่สมัยพระรามาธิบดีที่ 1 ทั้งกฎหมายสารบัญญัติและกำหมายวิธีสบัญญัติ มีทั้งกฎหมายลักษณะปกครอง ลักษณะผัวเมียที่สมบูรณ์
3. สมัยรัตนโกสินทร์
1) รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดห้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้ชำระรวบรวมกฎหมายสมัยอยุธยาโดยจัดให้เป็นหมวดหมู่ และบันทึกลงในสมุดข่อย เรียกว่า “กฎหมายตราสามดวง” ทั้งนี้เพราะได้ประทับตราของหน่วยราชการตรา 3 ตรา คือตราราชสีห์ (ประจำตำแหน่งสมุหนายก) ตราคชสีห์ (ประจำตำแหน่งสมุหกลาโหม) ตราบัวแก้ว (ประจำตำแหน่งโกษาธิบดี) มีลักษณะเป็นประมวลกฎหมายบางทีเรียกว่า ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166
2) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้โปรดฯ ให้แก้ไขกฎหมายตราสามดวงโดยออกเป็นพระราชกำหนดกว่า 500 ฉบับ ตามแบบอย่างลักษณะกฎหมายของอารยประเทศ เนื่องจากมีการติดต่อกับต่างชาติจึงต้องมีการปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้น
3) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเหล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีการปฏิรูปกฎหมายไทยครั้งใหญ่ ทรงให้มีการร่างประมวลกฎหมายขึ้น โดยมีกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (พระบิดากฎหมายไทย) เป็นประธานกรรมการร่างเพราะต้องการปับปรุงให้ทันสมัยเยี่ยงอารยประเทศเพื่อแก้ปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขต โดยได้มีการปรับปรุงกฎหมายหลายฉบับ เช่น กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง พระธรรมนูญศาลยุติธรรม กฎหมายเลิกทาส มีการดำเนินการต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7
4. สมัยประชาธิปไตย
สมัยประชาธิปไตย ได้มีการประกาศใช้กฎหมายเยี่ยงอารยธรรมประเทศอย่างสมบูรณ์เมื่อ พ.ศ. 2478 ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ประมวลกฎหมายไทยร่างคัดลอกเทียบเคียงส่วนใหญ่ยึดถือตามหลักกฎหมายของประเทศในภาคพื้นยุโรปเป็นสำคัญ ซึ่ง
พัฒนามาจากกำหมายโรมันอีกต่อหนึ่ง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น